บรรยากาศการเรียนรู้ทำเรือกอและบ้านทอน (นักเรียนชาย ม.3/1)
วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (เรือกอและบ้านทอน)
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
มุสลีมะฮ์...กับ...Hi5
ชีวิตประจำวัน เธอเป็น มุสลิมะฮ
เธอเคร่งนะ ใครใคร บอกอย่างนั้น
แต่วันนี้ เป็นเพราะ เหตุใดกัน
เธอถึงได้ อวดโฉม โชว์กายา
สรีระ ตอนเธอผ่าน ผมไม่มอง
ไม่กล้าจ้อง สบตา สื่อภาษา
เธอเรียบร้อย ดูมิดชิด ช่างงามตา
ทรงคุณค่า สมศาสนา น่าชื่นชม
แต่วันนี้ หนุ่มหนุ่ม ต่างรุมล้อม
และจมจ่อม หน้าจอ พาสุขสม
เฝ้ามองเธอ ด้วยสายตา ตามอารมณ์
หลากคำชม หลายคำว่า น่าตกใจ
ดูตรงนั้น ส่วนนี้ซี ช่างดูสวย
แถมแววตา เปี่ยมด้วยมนต์ ชวนหลงใหล
ปากก็ยิ้ม หน้าก็แย้ม สะดุดใจ
แถมไฮไฟ ก็สีหวาน ปานหน้าเธอ
ผมนั่งฟัง เพื่อนวิจารณ์ ผ่านหน้าจอ
น้ำตาคลอ มุสลิมะฮเรา แค่นี้เหรอ
พร้อมอวดโฉม กับหมู่ชาย ที่พบเจอ
เหมือนกับเธอ เป็นผู้หญิง กลางศาลา
ผมไม่เคย คิดเลย เธอจะกล้า
มุสลิมะฮ ซึ่งสูงค่า ในศาสนา
คือมารดา ประชาชาติ ผู้ศรัทธา
คือคนที่ เดินก้มหน้า ยามผ่านชาย
แต่ทำไม ในจอ สี่เหลี่ยมนั้น
เธอถึงได้ อวดโฉมกัน ซะเสียหาย
ทั้งแววตา รอยยิ้ม และร่างกาย
ยั่วยวนชาย ให้มองจ้อง ให้วิจารณ์
ลองคิดดู หมู่มุสลิมะฮ เลิศเลอค่า
ศาสนา อนุมัติ อย่างนั้นเหรอ
กับการปล่อย ให้ชาย จ้องมองเธอ
กับการเจอ ชื่อชมกัน ผ่านไฮไฟ
มารร้าย มีวิธี ที่หลากหลาย
ที่ดึงชาย มาสู่หญิง ให้พลั้งเผล
ให้เพิ่มผิด ฟิตนะ ให้พบเจอ
ให้พวกเธอ ทั้งหญิงชาย ชิดใกล้กัน
ลองคิดดู หมู่ปัญญา ทรงความรู้
เราจะสู้ หลีกเลี่ยง หรือหลงใหล
ตามทางนำ หรือตาม หมู่มารร้าย
เอาอย่างไร ลองใช้ ใจ ไตร่ตรองดู
หากวันนี้ ปัญญาชน ก็สิ้นคิด
ลองพินิจ ใครเล่า จะหยัดสู้
หากพวกเธอ เดินตาม แรงนัฟซู
ใครจะอยู่ หยัดยืน เพื่ออิสลาม
เธอเคร่งนะ ใครใคร บอกอย่างนั้น
แต่วันนี้ เป็นเพราะ เหตุใดกัน
เธอถึงได้ อวดโฉม โชว์กายา
สรีระ ตอนเธอผ่าน ผมไม่มอง
ไม่กล้าจ้อง สบตา สื่อภาษา
เธอเรียบร้อย ดูมิดชิด ช่างงามตา
ทรงคุณค่า สมศาสนา น่าชื่นชม
แต่วันนี้ หนุ่มหนุ่ม ต่างรุมล้อม
และจมจ่อม หน้าจอ พาสุขสม
เฝ้ามองเธอ ด้วยสายตา ตามอารมณ์
หลากคำชม หลายคำว่า น่าตกใจ
ดูตรงนั้น ส่วนนี้ซี ช่างดูสวย
แถมแววตา เปี่ยมด้วยมนต์ ชวนหลงใหล
ปากก็ยิ้ม หน้าก็แย้ม สะดุดใจ
แถมไฮไฟ ก็สีหวาน ปานหน้าเธอ
ผมนั่งฟัง เพื่อนวิจารณ์ ผ่านหน้าจอ
น้ำตาคลอ มุสลิมะฮเรา แค่นี้เหรอ
พร้อมอวดโฉม กับหมู่ชาย ที่พบเจอ
เหมือนกับเธอ เป็นผู้หญิง กลางศาลา
ผมไม่เคย คิดเลย เธอจะกล้า
มุสลิมะฮ ซึ่งสูงค่า ในศาสนา
คือมารดา ประชาชาติ ผู้ศรัทธา
คือคนที่ เดินก้มหน้า ยามผ่านชาย
แต่ทำไม ในจอ สี่เหลี่ยมนั้น
เธอถึงได้ อวดโฉมกัน ซะเสียหาย
ทั้งแววตา รอยยิ้ม และร่างกาย
ยั่วยวนชาย ให้มองจ้อง ให้วิจารณ์
ลองคิดดู หมู่มุสลิมะฮ เลิศเลอค่า
ศาสนา อนุมัติ อย่างนั้นเหรอ
กับการปล่อย ให้ชาย จ้องมองเธอ
กับการเจอ ชื่อชมกัน ผ่านไฮไฟ
มารร้าย มีวิธี ที่หลากหลาย
ที่ดึงชาย มาสู่หญิง ให้พลั้งเผล
ให้เพิ่มผิด ฟิตนะ ให้พบเจอ
ให้พวกเธอ ทั้งหญิงชาย ชิดใกล้กัน
ลองคิดดู หมู่ปัญญา ทรงความรู้
เราจะสู้ หลีกเลี่ยง หรือหลงใหล
ตามทางนำ หรือตาม หมู่มารร้าย
เอาอย่างไร ลองใช้ ใจ ไตร่ตรองดู
หากวันนี้ ปัญญาชน ก็สิ้นคิด
ลองพินิจ ใครเล่า จะหยัดสู้
หากพวกเธอ เดินตาม แรงนัฟซู
ใครจะอยู่ หยัดยืน เพื่ออิสลาม
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การเริ่มเดือนรอมฎอน
บรรดาศรัทธาชนต่างผินสายตาของพวกเขาสู่ฟากฟ้าเพื่อค้นหาดวงจันทร์เเรกของเดือนรอมฎอน พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มๆเเต่ละท้องที่ เพื่อรอคอยการยืนยันถึงการเห็นดวงจันทร์ของเดือนรอมฎอนด้วยหัวใจที่ปลื้มปิติ เพราะท่านรอซูล ซ.ล. ได้กล่าวไว้ว่า
“ท่านทั้งหลายจงถือศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ เเละจงละศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ ถ้าหากมีสิ่งใดบดบัง (ดวงจันทร์) แก่ท่านทั้งหลาย ก็จงนับเดือนชะอ์บานให้ครบ 30 วัน”
นี้เป็นความรู้สึกที่ดียิ่ง หรือภาพพจน์ที่ดีงาม ซึ่งเเสดงออกถึงเจตนารมณ์ที่เเน่วเเน่ในการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นอิบาะฮ์ที่พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงบัญญัติมา พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ในหะดีษกุดซีย์ว่า
“การงานของลูกหลานอาดัมเป็นของเขานอกจากการถือศีลอดมันเป็นของข้า และข้าจะตอบเเทนมัน”
การถือศีลอดได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานว่าเป็นฟัรฎูเพียงหนึ่งครั้ง ในขณะที่บัญญัติอื่นๆเช่น การละหมาด การประกอบพิธีฮัจญ์ การบริจาคซากาต การญิฮาด (ต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะฮ์) เเละการงานที่ประเสริฐต่างๆได้ถูกกล่าวไว้ในกุรอานหลายครั้ง เเละในหลายอายะฮ์ เหมือนกับว่าพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ให้ความสำคัญต่อการถือศีลอดมากกว่าบัญญัติอื่นๆ พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดให้การถือศีลอดเป็นหน้าที่จำเป็น ดังอายะฮ์ที่ว่า
“โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูดกำหนดเเก่สูเจ้าทั้งหลายเเล้ว”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงใช้ถ้อยคำเรียกบรรดามุมินทั้งหลาย ก่อนที่จะกล่าวถึงบัญญัติศาสนาด้วยถ้อยคำที่สละสลวยว่า “โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย” เป็นการเสริมความสัมพันธ์ที่ดีงามดังคำพูดของอิบนิมัสอูด กล่าวว่า “เมื่อท่านได้เห็นพระองค์อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย ท่านก็จงตั้งใจฟังเถิด เพราะพระองค์จะทรงตรัสใช้ให้ปฏิบัติความดีหรือให้ละเว้นการทำชั่ว”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้เเจงว่า ประชาชาติก่อนๆก็ได้ถือศีลอดเช่นเดียวกัน ดังที่พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงตรัสว่า
“โอ้ บรรดาศรัทธาชนทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดเเก่สูเจ้าทั้งหลาย ดังที่ได้ถูกกำหนดแก่ประชาชาติก่อนพวกสูเจ้า เพื่อว่าพวกสูเจ้าทั้งหลายจะยำเกรง” ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ /183)
บรรดานักปราชญ์ต่างพยายามค้นคว้าว่า การถือศีลอดที่ถูกกำหนดนั้นมีจำนวนวันเเละเวลาเท่ากับการถือศีลอดของประชาชาติ นบีมูฮำหมัดหรือไม่? พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดให้แก่ชาวยิวเเละครีสเตียน แล้วพวกเขาได้เปลี่ยนเเปลงวิธีการเสีย หรือว่าพระองค์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดเเก่ประชาชาติก่อนทั้งหมด หรือว่ารูปเเบบของการถือศีลอดเป็นเพียงการงดเว้นการกินเเเละการดื่มขณะที่ถือศีลอดเท่านั้น
ศ. อาลี อัลดุลวาฮีด วาฟี ได้เขียนบทวิจัยภายใต้หัวข้อเรื่อง “การถือศีลอดของประชาชาติก่อนๆ” พิมพ์เผยเเพร่ในนิตรยสาร “ริซาละฮ์กอฮิรียะฮ์” อันดับที่ 1096 วันที่ 12 รอมฎอน ฮ.ศ. 1384 ตรงกับวันที่ 14 มกราคม 2508
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้แจงถึงเป้าหมายของการถือศีลอดไว้ว่า ไม่เป็นเพียงเเต่การงดเว้นอาหาร เครื่องดื่ม เเละการเสพความสุข ในตอนกลางวันของเดือนรอมฎอนเท่านั้น เเต่เพื่อที่จะฝึกจิตใจของเขาให้มีความยำเกรงต่ออัลเลาะฮ์ เขาก็ไม่ได้ถือศีลอดอย่างเเท้จริง ท่านนบีมูฮำหมัด ซ.ล. กล่าวว่า
“มีผู้ถือศีลอดจำนวนมากที่ไม่ได้รับผลจากการถือศีลอดนอกจากความหิวโหยเเละความกระหาย”
ท่านรอซูล ซ.ล. กล่าวต่อไปอีกว่า
“ผู้ใดที่ไม่ละทิ้งคำพูดที่ไร้สาระ และการกระทำตามคำพูดนั้นก็ไม่มีความต้องการใดๆสำหรับอัลเลาะฮ์ในการที่เขาได้ละทิ้งอาหารและเครื่องดื่มของเขา”
การถือศีลอดที่เเท้จริงจะสามารถระงับอารมณ์ไฝ่ต่ำจะทำให้มูลเหตุที่ทำให้การทำความชั่วหมดไป เพราะการถือศีลอดเป็นโล่ พระองค์อัลเลาะฮ์ก็ได้ทรงกำหนดให้การถือศีลอดในวันเฉพาะที่กำหนดเเน่นอน เเละเพื่อไม่สร้างความลำบากยากเเก่บรรดามุมินผู้ศรัทธาพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงผ่อนปรนการถือศีลอดให้แก่บุคคลต่อไปนี้
“บรรดาวันที่เเน่นอน ดังนั้นผู้ใดในพวกสูเจ้าเจ็บป่วยหรืออยู่ในการเดินทาง ดังนั้นจงเลื่อนการถือศีลอดไปในวันอื่น เเละบรรดาผู้ที่ถือศีลอดทำให้เกิดความลำบากยาก ก็จงจ่ายอาหารให้เเก่ผู้ขัดสน ดังนั้นผู้ใดที่อาสาเสริมในความดีก็เป็นการดีสำหรับเขา เเละการถือศีลอดจะเป็นการดีสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย ถ้าหากสูเจ้าทั้งหลายรู้” ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ /184
สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยไม่เป็นภาระหนัก หรือการเดินทางมีความสะดวกสบาย หรือความชราไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการถือศีลอดให้เเก่เขา ก็สมควรที่เขาจะถือศีลอด เพราะว่านั่นเป็นการดีสำหรับเขา พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงกล่าวไว้ในหะดีษกุดซีย์ว่า
“การถือศีลอดเป็นความลับเฉพาะระหว่างบ่าวกับพระเจ้าของเขา”
หมายความว่า พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงรู้ถึวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความไม่สามารถในการถือศีลอดของเขา
เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีความปรเสริฐยิ่งเพราะว่าพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงเริ่มประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงในเดือนนี้ เพื่อให้เป็นทางนำเเละเป็นหลักฐานอันชัดเเจ้งเพื่อให้ท่านนบีมูฮำหมัด ซ.ล. นำมาประกาศเผยเเพร่
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดสำหรับผู้ที่อยู่ในภูมิลำเนาไม่ใช่ผู้เดินทาง เมื่อเขาเห็นดวงจันทร์ค่ำเเรกของเดือนรอมฎอน ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า
“ดังนั้น ผู้ใดในพวกสูเจ้ารู้ว่า เข้าเดือน (รอมฎอน) เขาจงถือศีลอด”
อิมามอิบนิกะซีร ได้กล่าวไว้ในหนังสืออธิบายอัลกุรอานของท่านว่า “นี่เป็นการกำหนดบังคับอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว จะต้องถือศีลอดในเมื่อเขามิได้เดินทางเเละมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย”
เชคมูฮำหมัด อะหมัด อัลอิดวี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “การเชิญชวนไปสู่อัลเลาะฮ์ของบรรดาศาสนา” หน้าที่ 499 ว่า
“อายะฮ์นี้พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้เเจงให้เราทราบว่า ผู้ที่รู้ว่าเข้าเดือนรอมฎอนเเล้วเช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นเเละเขตร้อน พวกเขาถูกบังคับให้ถือศีลอดในเดือนนี้ ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในเเถบขั้วโลก พวกเขามีกลางวันครึ่งปีเเละกลางคืนครึ่งปี พวกเขาจะไม่พบกับดวงจันทร์ต้นเดือนรอมฎอนเลยในกรณีนี้ บรรดานักปราชญ์มีความเห็นว่าให้พวกเขาคำนวณเพื่อกำหนดเดือนรอมฎอน เเล้วถือศีลอด”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงประทานศาสนาอิสลามมา เเละได้บัญญัติอิบาดะฮ์ต่างๆเพื่อให้บรรดามุสลิมปฏิบัติ มิใช่เพื่อสร้างความลำบากยาก พระองค์ทรงตรัสว่า
“พระองค์ทรงต้องการให้สูเจ้าทั้งหลายได้รับความสะดวกสบาย เเละทรงไม่ต้องการให้พวกสูเจ้าได้รับความยากลำบาก” (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ /185)
ท่านรอซูล ซ.ล. กล่าวว่า
“แท้จริงฉันถูกส่งมาพร้อมด้วยศาสนาเเห่งการนอบน้อมที่สะดวกง่ายดาย”
พระองค์อัลเลาะฮ์ที่ได้ทรงบังคับให้ผู้ถือศีลอดรำลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์ สดุดีในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และขอพร (ดุอาอ์) ต่อพระองค์ ทั้งในยามเช้า ยามเย็นเเละก่อนการเเก้ศีลอด พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงตรัสไว้ในอายะฮ์ต่างๆเกี่ยวกับการถือศีลอดว่า
“เเละเมื่อบ่าวของข้าได้ถามเจ้าถึงข้า เเท้จริงข้าอยู่ใกล้ ข้าจะตอบต่อคำขอของผู้ที่ขอ เมื่อเขาขอต่อข้า ดังนั้น เขาจงวิงวอนขอต่อข้าเถิด เเละเขาจงศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการนำทาง”
ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์/ 186
การวิงวอนขอดุอาอ์จากพระองค์อัลเลาะฮ์ไม่ต้องมีนายหน้าหรือสื่อกลางที่จะวิงวอนขอต่อพระองค์ เเละไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆในการขอดุอาอ์ หากเเต่ขึ้นอยู่กับความหวังและพรประสงค์ของพระองค์
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกล่าวถึงมารยาทในการขอดุอาอ์ไว้ว่า
“สูเจ้าทั้งหลายจงวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าของสูเจ้าโดยมีความนอบน้อมและแบบค่อยๆ เเท้จริง พระองค์ไม่ทรงรักผู้ที่ละเมิด เเละสูเจ้าทั้งหลายจงอย่าก่อความเสียหายในแผ่นดิน หลังจากที่ได้ปรับปรุงมัน เเละสูเจ้าวิงวอนขอต่อพระองค์ โดยมีความหวาดกลัว และมีความหวัง (ในการตอบรับดุอาอ์) แท้จริง ความเมตตาของพระองค์อัลเลาะฮ์อยู่ใกล้กับบรรดาผู้กระทำความดี”
ซูเราะฮ์ อัลอะอ์ร้อฟ / 55-56
ท่านอบู มูซา อัลอัชอะซีย์ ได้รายงานไว้ในหนังสืออซอเฮียะห์บุคอรี เเละซอเฮียะห์มุสลิม จากท่านรอซูล ซ.ล. ได้กล่าวกับผู้ที่ตะโกนขอดุอาอ์ว่า
“ประชาชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงขอดุอาอ์ภายในใจของพวกท่าน เเท้จริงท่านทั้งหลายมิได้วิงวอนขอต่อผู้ที่หูหนวกหรือผู้ที่ไม่อยู่ เเต่ทว่าท่านทั้งหลายได้วิงวอนขอต่อผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงอยู่ใกล้”
ท่านอิบนิกะซีร ได้กล่าวซึ่งถ้อยคำที่ดีไว้ว่า
“บรรดามุสลิมได้วิงวอนขอต่อพระองค์อัลเลาะฮ์อย่างมาก ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของการขอดุอาอ์ของพวกเขา นอกจากเป็นเพียงเสียงกระซิบระหว่างเขากับพระเจ้าของเขา โดยเหตุนี้พระองค์อัลเลาะฮ์จึงตรัสว่า สูเจ้าทั้งหลายได้วิงวอนขอต่อพระเจ้าของสูเจ้าทั้งหลายด้วยความนอบน้อมเเละเเบบค่อยๆและพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงการรำลึกถึงพระองค์ของบ่าวที่ดีท่านหนึ่งว่า ครั้นเมื่อเขาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของเขา อันเป็นการวิงวอนที่ค่อยๆ บรรดามุมินจะวิงวอนขอต่ออัลเลาะฮ์ โดยที่เขามีความเชื่อมั่นในการตอบแทนของพระองค์ เเละเขาจะไม่มีความท้อแท้ใจในการตอบสนองการขอดุอาอ์เเละความเมตตาของพระองค์”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดระยะเวลาในการถือศีลอดในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งไว้ หลังจากที่พระองค์กำหนดเดือนรอมฎอน เป็นเดือนเเห่งการถือศีลอด พระองค์ทรงตรัสว่า
“สู้เจ้าทั้งหลายจงกินจ งดื่ม จนกระทั่งด้ายขาว (ความสว่าง) ประจักษ์เเจ้งจากด้ายดำ (ความมืด) ของรุ่งอรุณเเก่พวกสูเจ้า แล้วสูเจ้าทั้งหลายจงทำให้การถือศีลอด ครบสมบูรณ์จนถึงยามค่ำคืน”
ในหนังสือซอเอียะห์บุคอรีเเละมุสลิม จากท่านอนัสและท่านเชค บินซาบิต รฏิร กล่าวว่า
เราได้รับประทานอาหารสะฮูรร่วมกับท่านรอซูล ซ.ล. แล้วเราก็ลุกขึ้นไปละหมาด อนัสได้กล่าวกับเชคว่า ระยะเวลาห่างกันเท่าไรระหว่างอะซานเเละอาหารซะฮุร? ท่านกล่าวว่า “ระยะเวลาอ่านอัลกุรอาน ประมาณ 50 อายะฮ์”
ท่านรอซูลเรียกร้องให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารสะฮูร เเละให้รีบเเก้ศีลอดเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมื่อเเก้ศีลอดเรียบร้อยเเล้วก็อนุญาตให้มุสลิมปฏิบัติสิ่งต่างๆได้ตามความปราถนา เช่น การหลับนอนฉันสามีภรรยา ดังอายะฮ์ที่ว่า
“การร่วมหลับนอนกับภรรยาของสูเจ้าทั้งหลายในค่ำคืนของเดือนรอมฎอนเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกสูเจ้า นางเหล่านั้นคืออาภรณ์ของพวกสูเจ้า เเละสูเจ้าทั้งหลายก็เป็นอาภรณ์สำหรับนางเหล่านั้น พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงรู้ว่าสูเจ้าทั้งหลายได้หลอกลวงตัวของสูเจ้าเอง เเล้วพระองค์ก็ทรงอภัยและทรงยกโทษให้เเก่พวกสูเจ้า ขณะที่สูเจ้าทั้งหลายร่วมหลับนอนกับนางเเละจงเเสวงหาสิ่งที่พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดให้เเก่พวกสูเจ้า”
ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ / 187
นี่คือ การพิเคราะห์อายะฮ์ต่างๆเกี่ยวกับการถือศีลอดโดยสรุปซึ่งเป้าหมายในการบำบัดโรคภายในจิตใจและเป็นทางนำภายในหัวใจของผู้พินิจพิจารณา เเละผู้ที่เฝ้ารอคอยการมาของเดือนรอมฎอน เพื่อเขาจะได้ปฏิบัติอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อัลเลาะฮ์ ได้รับความเมตตาเเละความโปรดปรานจากพระองค์ในเดือนนี้ เป็นการเพียงพอเเล้วสำหรับท่านที่จะต้อนรับเดือนดังเช่นการต้อนรับเดือนนี้ของมะลาอิกะฮ์ว่า
“โอ้ ผู้ที่ปราถนาจะทำความชั่วจงหยุดยั้งเถิด โอ้ ผู้ที่ปราถนาจะทำความดีจงรีบเร่งเถิด”
โดย เชค มุเอาวัฎ อวัฎ อิบรอฮีม
บรรดาศรัทธาชนต่างผินสายตาของพวกเขาสู่ฟากฟ้าเพื่อค้นหาดวงจันทร์เเรกของเดือนรอมฎอน พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มๆเเต่ละท้องที่ เพื่อรอคอยการยืนยันถึงการเห็นดวงจันทร์ของเดือนรอมฎอนด้วยหัวใจที่ปลื้มปิติ เพราะท่านรอซูล ซ.ล. ได้กล่าวไว้ว่า
“ท่านทั้งหลายจงถือศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ เเละจงละศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ ถ้าหากมีสิ่งใดบดบัง (ดวงจันทร์) แก่ท่านทั้งหลาย ก็จงนับเดือนชะอ์บานให้ครบ 30 วัน”
นี้เป็นความรู้สึกที่ดียิ่ง หรือภาพพจน์ที่ดีงาม ซึ่งเเสดงออกถึงเจตนารมณ์ที่เเน่วเเน่ในการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นอิบาะฮ์ที่พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงบัญญัติมา พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ในหะดีษกุดซีย์ว่า
“การงานของลูกหลานอาดัมเป็นของเขานอกจากการถือศีลอดมันเป็นของข้า และข้าจะตอบเเทนมัน”
การถือศีลอดได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานว่าเป็นฟัรฎูเพียงหนึ่งครั้ง ในขณะที่บัญญัติอื่นๆเช่น การละหมาด การประกอบพิธีฮัจญ์ การบริจาคซากาต การญิฮาด (ต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะฮ์) เเละการงานที่ประเสริฐต่างๆได้ถูกกล่าวไว้ในกุรอานหลายครั้ง เเละในหลายอายะฮ์ เหมือนกับว่าพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ให้ความสำคัญต่อการถือศีลอดมากกว่าบัญญัติอื่นๆ พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดให้การถือศีลอดเป็นหน้าที่จำเป็น ดังอายะฮ์ที่ว่า
“โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูดกำหนดเเก่สูเจ้าทั้งหลายเเล้ว”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงใช้ถ้อยคำเรียกบรรดามุมินทั้งหลาย ก่อนที่จะกล่าวถึงบัญญัติศาสนาด้วยถ้อยคำที่สละสลวยว่า “โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย” เป็นการเสริมความสัมพันธ์ที่ดีงามดังคำพูดของอิบนิมัสอูด กล่าวว่า “เมื่อท่านได้เห็นพระองค์อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย ท่านก็จงตั้งใจฟังเถิด เพราะพระองค์จะทรงตรัสใช้ให้ปฏิบัติความดีหรือให้ละเว้นการทำชั่ว”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้เเจงว่า ประชาชาติก่อนๆก็ได้ถือศีลอดเช่นเดียวกัน ดังที่พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงตรัสว่า
“โอ้ บรรดาศรัทธาชนทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดเเก่สูเจ้าทั้งหลาย ดังที่ได้ถูกกำหนดแก่ประชาชาติก่อนพวกสูเจ้า เพื่อว่าพวกสูเจ้าทั้งหลายจะยำเกรง” ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ /183)
บรรดานักปราชญ์ต่างพยายามค้นคว้าว่า การถือศีลอดที่ถูกกำหนดนั้นมีจำนวนวันเเละเวลาเท่ากับการถือศีลอดของประชาชาติ นบีมูฮำหมัดหรือไม่? พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดให้แก่ชาวยิวเเละครีสเตียน แล้วพวกเขาได้เปลี่ยนเเปลงวิธีการเสีย หรือว่าพระองค์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดเเก่ประชาชาติก่อนทั้งหมด หรือว่ารูปเเบบของการถือศีลอดเป็นเพียงการงดเว้นการกินเเเละการดื่มขณะที่ถือศีลอดเท่านั้น
ศ. อาลี อัลดุลวาฮีด วาฟี ได้เขียนบทวิจัยภายใต้หัวข้อเรื่อง “การถือศีลอดของประชาชาติก่อนๆ” พิมพ์เผยเเพร่ในนิตรยสาร “ริซาละฮ์กอฮิรียะฮ์” อันดับที่ 1096 วันที่ 12 รอมฎอน ฮ.ศ. 1384 ตรงกับวันที่ 14 มกราคม 2508
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้แจงถึงเป้าหมายของการถือศีลอดไว้ว่า ไม่เป็นเพียงเเต่การงดเว้นอาหาร เครื่องดื่ม เเละการเสพความสุข ในตอนกลางวันของเดือนรอมฎอนเท่านั้น เเต่เพื่อที่จะฝึกจิตใจของเขาให้มีความยำเกรงต่ออัลเลาะฮ์ เขาก็ไม่ได้ถือศีลอดอย่างเเท้จริง ท่านนบีมูฮำหมัด ซ.ล. กล่าวว่า
“มีผู้ถือศีลอดจำนวนมากที่ไม่ได้รับผลจากการถือศีลอดนอกจากความหิวโหยเเละความกระหาย”
ท่านรอซูล ซ.ล. กล่าวต่อไปอีกว่า
“ผู้ใดที่ไม่ละทิ้งคำพูดที่ไร้สาระ และการกระทำตามคำพูดนั้นก็ไม่มีความต้องการใดๆสำหรับอัลเลาะฮ์ในการที่เขาได้ละทิ้งอาหารและเครื่องดื่มของเขา”
การถือศีลอดที่เเท้จริงจะสามารถระงับอารมณ์ไฝ่ต่ำจะทำให้มูลเหตุที่ทำให้การทำความชั่วหมดไป เพราะการถือศีลอดเป็นโล่ พระองค์อัลเลาะฮ์ก็ได้ทรงกำหนดให้การถือศีลอดในวันเฉพาะที่กำหนดเเน่นอน เเละเพื่อไม่สร้างความลำบากยากเเก่บรรดามุมินผู้ศรัทธาพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงผ่อนปรนการถือศีลอดให้แก่บุคคลต่อไปนี้
“บรรดาวันที่เเน่นอน ดังนั้นผู้ใดในพวกสูเจ้าเจ็บป่วยหรืออยู่ในการเดินทาง ดังนั้นจงเลื่อนการถือศีลอดไปในวันอื่น เเละบรรดาผู้ที่ถือศีลอดทำให้เกิดความลำบากยาก ก็จงจ่ายอาหารให้เเก่ผู้ขัดสน ดังนั้นผู้ใดที่อาสาเสริมในความดีก็เป็นการดีสำหรับเขา เเละการถือศีลอดจะเป็นการดีสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย ถ้าหากสูเจ้าทั้งหลายรู้” ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ /184
สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยไม่เป็นภาระหนัก หรือการเดินทางมีความสะดวกสบาย หรือความชราไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการถือศีลอดให้เเก่เขา ก็สมควรที่เขาจะถือศีลอด เพราะว่านั่นเป็นการดีสำหรับเขา พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงกล่าวไว้ในหะดีษกุดซีย์ว่า
“การถือศีลอดเป็นความลับเฉพาะระหว่างบ่าวกับพระเจ้าของเขา”
หมายความว่า พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงรู้ถึวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความไม่สามารถในการถือศีลอดของเขา
เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีความปรเสริฐยิ่งเพราะว่าพระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงเริ่มประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงในเดือนนี้ เพื่อให้เป็นทางนำเเละเป็นหลักฐานอันชัดเเจ้งเพื่อให้ท่านนบีมูฮำหมัด ซ.ล. นำมาประกาศเผยเเพร่
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดการถือศีลอดสำหรับผู้ที่อยู่ในภูมิลำเนาไม่ใช่ผู้เดินทาง เมื่อเขาเห็นดวงจันทร์ค่ำเเรกของเดือนรอมฎอน ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า
“ดังนั้น ผู้ใดในพวกสูเจ้ารู้ว่า เข้าเดือน (รอมฎอน) เขาจงถือศีลอด”
อิมามอิบนิกะซีร ได้กล่าวไว้ในหนังสืออธิบายอัลกุรอานของท่านว่า “นี่เป็นการกำหนดบังคับอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว จะต้องถือศีลอดในเมื่อเขามิได้เดินทางเเละมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย”
เชคมูฮำหมัด อะหมัด อัลอิดวี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “การเชิญชวนไปสู่อัลเลาะฮ์ของบรรดาศาสนา” หน้าที่ 499 ว่า
“อายะฮ์นี้พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงชี้เเจงให้เราทราบว่า ผู้ที่รู้ว่าเข้าเดือนรอมฎอนเเล้วเช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นเเละเขตร้อน พวกเขาถูกบังคับให้ถือศีลอดในเดือนนี้ ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในเเถบขั้วโลก พวกเขามีกลางวันครึ่งปีเเละกลางคืนครึ่งปี พวกเขาจะไม่พบกับดวงจันทร์ต้นเดือนรอมฎอนเลยในกรณีนี้ บรรดานักปราชญ์มีความเห็นว่าให้พวกเขาคำนวณเพื่อกำหนดเดือนรอมฎอน เเล้วถือศีลอด”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงประทานศาสนาอิสลามมา เเละได้บัญญัติอิบาดะฮ์ต่างๆเพื่อให้บรรดามุสลิมปฏิบัติ มิใช่เพื่อสร้างความลำบากยาก พระองค์ทรงตรัสว่า
“พระองค์ทรงต้องการให้สูเจ้าทั้งหลายได้รับความสะดวกสบาย เเละทรงไม่ต้องการให้พวกสูเจ้าได้รับความยากลำบาก” (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ /185)
ท่านรอซูล ซ.ล. กล่าวว่า
“แท้จริงฉันถูกส่งมาพร้อมด้วยศาสนาเเห่งการนอบน้อมที่สะดวกง่ายดาย”
พระองค์อัลเลาะฮ์ที่ได้ทรงบังคับให้ผู้ถือศีลอดรำลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์ สดุดีในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และขอพร (ดุอาอ์) ต่อพระองค์ ทั้งในยามเช้า ยามเย็นเเละก่อนการเเก้ศีลอด พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงตรัสไว้ในอายะฮ์ต่างๆเกี่ยวกับการถือศีลอดว่า
“เเละเมื่อบ่าวของข้าได้ถามเจ้าถึงข้า เเท้จริงข้าอยู่ใกล้ ข้าจะตอบต่อคำขอของผู้ที่ขอ เมื่อเขาขอต่อข้า ดังนั้น เขาจงวิงวอนขอต่อข้าเถิด เเละเขาจงศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการนำทาง”
ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์/ 186
การวิงวอนขอดุอาอ์จากพระองค์อัลเลาะฮ์ไม่ต้องมีนายหน้าหรือสื่อกลางที่จะวิงวอนขอต่อพระองค์ เเละไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆในการขอดุอาอ์ หากเเต่ขึ้นอยู่กับความหวังและพรประสงค์ของพระองค์
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกล่าวถึงมารยาทในการขอดุอาอ์ไว้ว่า
“สูเจ้าทั้งหลายจงวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าของสูเจ้าโดยมีความนอบน้อมและแบบค่อยๆ เเท้จริง พระองค์ไม่ทรงรักผู้ที่ละเมิด เเละสูเจ้าทั้งหลายจงอย่าก่อความเสียหายในแผ่นดิน หลังจากที่ได้ปรับปรุงมัน เเละสูเจ้าวิงวอนขอต่อพระองค์ โดยมีความหวาดกลัว และมีความหวัง (ในการตอบรับดุอาอ์) แท้จริง ความเมตตาของพระองค์อัลเลาะฮ์อยู่ใกล้กับบรรดาผู้กระทำความดี”
ซูเราะฮ์ อัลอะอ์ร้อฟ / 55-56
ท่านอบู มูซา อัลอัชอะซีย์ ได้รายงานไว้ในหนังสืออซอเฮียะห์บุคอรี เเละซอเฮียะห์มุสลิม จากท่านรอซูล ซ.ล. ได้กล่าวกับผู้ที่ตะโกนขอดุอาอ์ว่า
“ประชาชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงขอดุอาอ์ภายในใจของพวกท่าน เเท้จริงท่านทั้งหลายมิได้วิงวอนขอต่อผู้ที่หูหนวกหรือผู้ที่ไม่อยู่ เเต่ทว่าท่านทั้งหลายได้วิงวอนขอต่อผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงอยู่ใกล้”
ท่านอิบนิกะซีร ได้กล่าวซึ่งถ้อยคำที่ดีไว้ว่า
“บรรดามุสลิมได้วิงวอนขอต่อพระองค์อัลเลาะฮ์อย่างมาก ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของการขอดุอาอ์ของพวกเขา นอกจากเป็นเพียงเสียงกระซิบระหว่างเขากับพระเจ้าของเขา โดยเหตุนี้พระองค์อัลเลาะฮ์จึงตรัสว่า สูเจ้าทั้งหลายได้วิงวอนขอต่อพระเจ้าของสูเจ้าทั้งหลายด้วยความนอบน้อมเเละเเบบค่อยๆและพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงการรำลึกถึงพระองค์ของบ่าวที่ดีท่านหนึ่งว่า ครั้นเมื่อเขาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของเขา อันเป็นการวิงวอนที่ค่อยๆ บรรดามุมินจะวิงวอนขอต่ออัลเลาะฮ์ โดยที่เขามีความเชื่อมั่นในการตอบแทนของพระองค์ เเละเขาจะไม่มีความท้อแท้ใจในการตอบสนองการขอดุอาอ์เเละความเมตตาของพระองค์”
พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดระยะเวลาในการถือศีลอดในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งไว้ หลังจากที่พระองค์กำหนดเดือนรอมฎอน เป็นเดือนเเห่งการถือศีลอด พระองค์ทรงตรัสว่า
“สู้เจ้าทั้งหลายจงกินจ งดื่ม จนกระทั่งด้ายขาว (ความสว่าง) ประจักษ์เเจ้งจากด้ายดำ (ความมืด) ของรุ่งอรุณเเก่พวกสูเจ้า แล้วสูเจ้าทั้งหลายจงทำให้การถือศีลอด ครบสมบูรณ์จนถึงยามค่ำคืน”
ในหนังสือซอเอียะห์บุคอรีเเละมุสลิม จากท่านอนัสและท่านเชค บินซาบิต รฏิร กล่าวว่า
เราได้รับประทานอาหารสะฮูรร่วมกับท่านรอซูล ซ.ล. แล้วเราก็ลุกขึ้นไปละหมาด อนัสได้กล่าวกับเชคว่า ระยะเวลาห่างกันเท่าไรระหว่างอะซานเเละอาหารซะฮุร? ท่านกล่าวว่า “ระยะเวลาอ่านอัลกุรอาน ประมาณ 50 อายะฮ์”
ท่านรอซูลเรียกร้องให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารสะฮูร เเละให้รีบเเก้ศีลอดเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมื่อเเก้ศีลอดเรียบร้อยเเล้วก็อนุญาตให้มุสลิมปฏิบัติสิ่งต่างๆได้ตามความปราถนา เช่น การหลับนอนฉันสามีภรรยา ดังอายะฮ์ที่ว่า
“การร่วมหลับนอนกับภรรยาของสูเจ้าทั้งหลายในค่ำคืนของเดือนรอมฎอนเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกสูเจ้า นางเหล่านั้นคืออาภรณ์ของพวกสูเจ้า เเละสูเจ้าทั้งหลายก็เป็นอาภรณ์สำหรับนางเหล่านั้น พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงรู้ว่าสูเจ้าทั้งหลายได้หลอกลวงตัวของสูเจ้าเอง เเล้วพระองค์ก็ทรงอภัยและทรงยกโทษให้เเก่พวกสูเจ้า ขณะที่สูเจ้าทั้งหลายร่วมหลับนอนกับนางเเละจงเเสวงหาสิ่งที่พระองค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงกำหนดให้เเก่พวกสูเจ้า”
ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ / 187
นี่คือ การพิเคราะห์อายะฮ์ต่างๆเกี่ยวกับการถือศีลอดโดยสรุปซึ่งเป้าหมายในการบำบัดโรคภายในจิตใจและเป็นทางนำภายในหัวใจของผู้พินิจพิจารณา เเละผู้ที่เฝ้ารอคอยการมาของเดือนรอมฎอน เพื่อเขาจะได้ปฏิบัติอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อัลเลาะฮ์ ได้รับความเมตตาเเละความโปรดปรานจากพระองค์ในเดือนนี้ เป็นการเพียงพอเเล้วสำหรับท่านที่จะต้อนรับเดือนดังเช่นการต้อนรับเดือนนี้ของมะลาอิกะฮ์ว่า
“โอ้ ผู้ที่ปราถนาจะทำความชั่วจงหยุดยั้งเถิด โอ้ ผู้ที่ปราถนาจะทำความดีจงรีบเร่งเถิด”
โดย เชค มุเอาวัฎ อวัฎ อิบรอฮีม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










